2449 - 2475
ก่อรากฐานการธนาคารไทย

ประวัติศาสตร์หน้าแรกของธนาคารไทยพาณิชย์
ซึ่งนับเป็นสถาบันการเงินแห่งแรกของชาวสยามนั้น เริ่มต้นขึ้นในนาม
"บุคคลัภย์" (Book
Club) โดย พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นมหิศรราชหฤทัย ซึ่งขณะนั้นทรง
ดำรงตำแหน่งเสนาบดี กระทรวง พระคลังมหาสมบัติในพระบาทสมเด็จพระจุลจอม
เกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตั้งพระทัยอย่างแน่วแน่ที่จะให้มีสถาบัน การเงินของสยาม
เป็นฐานรองรับการเติบโตทางด้าน เศรษฐกิจการเงินของประเทศ
จากการที่โลกตะวันตกได้ขยายเส้นทางการค้าทางทะเลมาสู่ดินแดนสยามเป็นอย่างมากในยุคนั้น ในขั้นแรกจึงทรงริเริ่มดำเนินกิจการธนาคารพาณิชย์ เป็นการ ทดลองในนาม "บุคคลัภย์" (Book Club)
ต่อมากิจการทดลองประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระบรม ราชานุญาตให้ตั้งเป็นธนาคารในนาม "บริษัท แบงก์สยาม กัมมาจล ทุนจำกัด" (Siam Commercial Bank, Limited) มื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2449 ประกอบธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่นั้นมาและได้ กลายมาเป็น "ต้นแบบธนาคารไทย" โดยริเริ่ม นำระบบ และ แนวคิดของการให้บริการ รับฝากเงินออมทรัพย์ และ บริการ บริการบัญชี กระแสรายวัน (Current Account) ถอนเงิน โดยใช้เช็คมาให้บริการ แก่ประชาชน พร้อมทั้งจัดตั้งสาขาขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ นอกจากนี้ธนาคารยังมี ส่วนร่วม ในการก่อกำเนิดและวางรากฐานสหกรณ์การเกษตร ของประเทศ
จากการที่โลกตะวันตกได้ขยายเส้นทางการค้าทางทะเลมาสู่ดินแดนสยามเป็นอย่างมากในยุคนั้น ในขั้นแรกจึงทรงริเริ่มดำเนินกิจการธนาคารพาณิชย์ เป็นการ ทดลองในนาม "บุคคลัภย์" (Book Club)
ต่อมากิจการทดลองประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงมีพระบรม ราชานุญาตให้ตั้งเป็นธนาคารในนาม "บริษัท แบงก์สยาม กัมมาจล ทุนจำกัด" (Siam Commercial Bank, Limited) มื่อวันที่ 30 มกราคม พ.ศ. 2449 ประกอบธุรกิจ ธนาคารพาณิชย์ อย่างเป็นทางการ นับตั้งแต่นั้นมาและได้ กลายมาเป็น "ต้นแบบธนาคารไทย" โดยริเริ่ม นำระบบ และ แนวคิดของการให้บริการ รับฝากเงินออมทรัพย์ และ บริการ บริการบัญชี กระแสรายวัน (Current Account) ถอนเงิน โดยใช้เช็คมาให้บริการ แก่ประชาชน พร้อมทั้งจัดตั้งสาขาขึ้น ทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาคต่างๆ นอกจากนี้ธนาคารยังมี ส่วนร่วม ในการก่อกำเนิดและวางรากฐานสหกรณ์การเกษตร ของประเทศ
2475 - 2500
มุ่งมั่นฟันฝ่าอุปสรรค
สยามประเทศต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทั้งจากการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง
และจากสงครามโลกครั้งที่ 2 บริษัทแบงก์สยามกัมมาจล ทุนจำกัด
ในขณะนั้นได้เปลี่ยนชื่อตามนโยบาย "เชื้อชาตินิยม"
ของรัฐบาลที่เปลี่ยนชื่อประเทศจาก "สยาม" เป็น "ไทย"
โดยเปลี่ยนมาเป็น ธนาคารไทยพาณิชย์ พร้อมทั้ง
มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการบริหารของธนาคารใหม่ให้ผู้บริหาร
ชาวไทยที่มีความรู้ความสามารถได้ขึ้นเป็นผู้บริหาร แทนที่จะเป็นชาวตะวันตกแบบเดิม
โดยธนาคารยังคงยึดมั่นในนโยบายความมั่นคงของธนาคารเป็นสำคัญ และเนื่องจากธนาคาร
ได้สั่งสมความรู้ ตลอดจนประสบการณ์ด้านการเงินธนาคารจึงมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกด้านการเป็นแหล่งเงินทุนและการ
เป็นตัวกลางด้านการเงินระหว่างประเทศให้กับพ่อค้าตลอดช่วงสงครามการให้กู้ยืมเงินเพื่อสร้างบ้านการส่งเสริมพ่อค้าคนไทยในการประกอบธุรกิจให้ได้รับความสะดวกสบาย
รวมทั้งการตั้งบริษัทคลังสินค้าเพื่อสร้างความปลอดภัยในการเก็บรักษาสินค้าให้แก่ลูกค้า
นอกจากนี้ธนาคารได้ถวายความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
และบำเพ็ญกุศลสาธารณประโยชน์ด้วยการถวายผ้าพระกฐินการสร้างตึกโรงพยาบาลให้แก่โรงพยาบาลศิริราชเป็นต้น
2500 - 2516
หนุนเนื่องเมืองไทยพัฒนา
2516 - 2531
แผ่สาขาล้ำหน้านวัตกรรม

14 ตุลาคม 2516 และ 6 ตุลาคม 2519 แต่ก็เป็นยุคที่ธนาคาร ก้าวไปข้างหน้า
อย่างแข็งแกร่งด้วยรากฐานที่มั่นคงพร้อมการ ปรับปรุง และเปลี่ยนแปลงนานาประการ
เพื่อเข้าสู่ยุคธนาคารอิเล็กทรอนิกส์
ทั้งการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารการขยายเครือข่ายของธนาคาร ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ
โดยธนาคารได้นำเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มาใช้ในงานด้านต่างๆ ของธนาคารทั้งที่สำนักงานใหญ่
และสาขาต่างๆเพื่อให้ การบริการลูกค้าเป็นไปอย่างรวดเร็ว และถูกต้องแม่นยำ
พร้อมทั้งสร้างมิติใหม่ของการให้บริการ ธนาคารอิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย
ด้วยการเปิดให้บริการ Auto-matic Teller Machine (ATM) หรือเป็นที่รู้จักกันดีในขณะนั้นว่า
"บริการเงินด่วน" เป็นธนาคารแรกในประเทศไทย
รวมถึงการให้บริการธนาคารทางโทรศัพท์ (Tele-Banking) แก่ลูกค้ารายบุคคล
และอินโฟแบงกิ้ง ธนาคารเพื่อธุรกิจ (Info-Banking) แก่ลูกค้าองค์กร
นอกเหนือจากการมุ่งมั่นพัฒนา เพื่อการให้บริการลูกค้าแล้วนั้น
ธนาคารยังมุ่งส่งเสริมการศึกษา ด้วยการสนับสนุนทุนการ ศึกษา การก่อตั้ง
"พิพิธภัณฑ์ธนาคารไทย ธนาคารไทยพาณิชย์" รวมทั้งการ ทำนุบำรุง
และจรรโลงพระพุทธศาสนา การพัฒนาคุณภาพ ชีวิตชุมชน ร่วมอนุรักษ์และ เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมของประเทศ
"มั่นคงด้วยรากฐาน บริการด้วยน้ำใจ"
คือคำขวัญของธนาคารที่เกิดขึ้นในยุคนี้
ซึ่งเป็นยุคที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
สังคมและการเมืองที่สำคัญอีกครั้งหนึ่งจากเหตุการณ์
2531 - 2540
ขยายธุรกิจสร้างพันธมิตรสู่สากล

"ยุคทองของเศรษฐกิจไทย" และ "ปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่"
ต่างเกิดขึ้นในยุคนี้ ซึ่งเป็นยุคที่ธนาคาร และระบบสถาบันการเงิน อื่นๆในประเทศ
ต่างก็เติบโตเคียงคู่ไปกับการขยายตัวของ ระบบเศรษฐกิจ
และต้องเผชิญปัญหาเมื่อประเทศเผชิญกับภาวะ วิกฤตใน พ.ศ. 2540
ซึ่งในยุคนี้ ผลการดำเนินงานของธนาคารในด้านต่างๆ
ได้เติบโตอย่างรวดเร็วมีการขยายธุรกิจอย่างรุดหน้า มั่นคง จนได้รับการยกย่องจากนิตยสารการเงินธนาคารให้เป็น
"ธนาคารแห่งปี" (Bank of the Year) ถึง 4 ปีซ้อน คือ พ.ศ. 2532–2535 ในฐานะที่เป็นธนาคารพาณิชย์ที่มีผลงานเด่นสุดของการธนาคารพาณิชย์ไทยอย่างรอบด้าน
และจากการขยายตัวของธนาคาร รวมทั้งการเตรียมพร้อมรองรับความเจริญในอนาคต
ธนาคารจึงพิจารณา ย้ายที่ทำการจากชิดลม ไปยังสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ที่ SCB
Park Plaza ในปี พ.ศ. 2539 ซึ่งอาคารสำนักงานใหญ่
แห่งใหม่ของธนาคารนับได้ว่าเป็น อาคารอัจฉริยะแห่งหนึ่ง ของประเทศไทยต่อมาในช่วงปี
พ.ศ.2540 ที่ประเทศไทย ได้เผชิญกับปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ
และปัญหาการขาดความ เชื่อมั่นในสถาบันการเงินของไทย ธนาคารยังคงได้รับความไว้วางใจ
และความเชื่อมั่นจากลูกค้าเป็อย่างสูงโดยยอด เงินฝากรวมของธนาคาร (ณ วันที่ 31
ธันวาคม 2540) มีอัตราเติบโตสูงที่สุดในระบบธนาคารพาณิชย์
ในปีเดียวกันนี้เอง ธนาคารได้ทำการเพิ่มทุนอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เป็น
ไปตามมาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยที่การดำเนินงาน ของธนาคารทั้งทางด้านธุรกิจและด้านกิจกรรมองค์กร
เพื่อสังคมยังคงยึดมั่นในหลักการมุ่งไปที่คุณภาพและได้ ประสิทธิผลคุ้มค่า
2541 - 2542
ก้าวกล้าฝ่ามรสุม
ผลจาก"ปัญหาเศรษฐกิจฟองสบู่"ได้ส่งผลต่อเนื่องต่อเศรษฐกิจ
ของประเทศไทย แม้แต่การดำเนินงานของธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ต่างได้รับ
ผลกระทบอย่างรุนแรง จากสภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา
อย่างหนักและจากการดำเนินมาตรการที่เข้มงวดตามกรอบของ กองทุนการเงินระหว่างประเทศ
(IMF)ซึ่งธนาคารไทยพาณิชย์ ได้รับ
ผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้จึง ถือได้ว่ายุคนี้
เป็นยุคที่วิกฤตของ ธนาคารโดยมีปริมาณสินเชื่อ ด้อยคุณภาพ
เพิ่มขึ้นตามลำดับธนาคารจึงมุ่งแก้ปัญหาที่เกิดขึ้น
โดยการพยายามรักษาความพอเพียงของเงินกองทุนการปรับปรุง โครงสร้างหนี้
การปรับปรุงโครงสร้างองค์กร ของธนาคาร และการตัดทอนรายจ่ายต่างๆ
ซึ่งได้รับความร่วมมือ ร่วมใจจากพนักงานของธนาคารอย่างดียิ่ง พร้อมทั้งการแก้ปัญหา
ในระยะยาว ของธนาคาร ด้วยการเพิ่มทุนที่สำเร็จลุล่วงด้วยดี ทั้งการ
เสนอขายหุ้นให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิม ผู้ลงทุนในต่างประเทศ
และการออกหุ้นกู้ที่ถือเป็นการขายหุ้นเพิ่มทุนครั้งใหญ่ที่สุด
ของไทยโดยได้รับการกล่าวถึงในฐานะ Equity Deal of the Year ในเอเชียจาวารสารการเงินหลายฉบับ
นอกจากนี้ธนาคารยังมุ่งเป็น "ธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศ" ผ่านการ ปรับปรุงโครงสร้างระบบงานต่างๆ การมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่ ชัดเจน รวมทั้งการบริหารจัดการที่โปร่งใส และเปิดเผยได้ จึงนับได้ว่า ธนาคารได้ผ่านพ้นวิกฤต และพร้อมสำหรับการก้าวไปสู่การเติบโตอย่าง มั่นคงในวันข้างหน้าอย่างเต็มที่
นอกจากนี้ธนาคารยังมุ่งเป็น "ธนาคารที่ดีที่สุดในประเทศ" ผ่านการ ปรับปรุงโครงสร้างระบบงานต่างๆ การมีกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจที่ ชัดเจน รวมทั้งการบริหารจัดการที่โปร่งใส และเปิดเผยได้ จึงนับได้ว่า ธนาคารได้ผ่านพ้นวิกฤต และพร้อมสำหรับการก้าวไปสู่การเติบโตอย่าง มั่นคงในวันข้างหน้าอย่างเต็มที่
2542 - ปัจจุบัน คุณภาพ
คุณธรรม ส่องนำอนาคต
"เราจะเป็นธนาคารที่ ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน และ สังคมเลือก" (Bank
of Choice for Our Customers, Shareholders, Employees and Community) คือ วิสัยทัศน์ของธนาคารในการ ดำเนินงานของศตวรรษใหม่
ที่มุ่งสู่การเป็นธนาคารที่ทุกคนเลือก
พร้อมทั้งตระหนักถึงการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคมมีการบริหารงาน ด้วยหลักธรรมาภิบาล
ด้วยจริยธรรม ตลอดจนการทำประโยชน์ คืนแก่สังคม
และเพื่อให้สามารถบรรลุถึงวิสัยทัศน์ที่ตั้งไว้ ธนาคารจึงกำหนดพันธกิจไว้อย่างชัดเจนว่า
จะมุ่งพัฒนาสู่การเป็น ธนาคารครบวงจรชั้นนำของประเทศ (The Premier
Universal Bank) ซึ่งหมายถึงธนาคารที่ให้บริการทางการเงินอย่างครบวงจร
เพื่อตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้าทั้งลูกค้ารายย่อย และลูกค้าธุรกิจ
และ เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ และการดำเนินธุรกิจ ธนาคารจึงได้ดำเนิน
"โครงการปรับปรุง ธนาคาร" (Change Program) ซึ่งเป็นโครงการที่อยู่เบื้องหลัง
การเปลี่ยนแปลงและความสำเร็จของธนาคาร รวมทั้งการพัฒนา เครือข่าย
ในการให้บริการอย่างครบวงจร การพัฒนาบริการใหม่ๆ และการพัฒนาบุคลากรและ
การดำเนินกิจกรรมองค์กรเพื่อสังคม อย่างต่อเนื่อง
วิวัฒนาการของเงินตรา
ก่อนที่จะนำเงินตรามาใช้เป็นสื่อกลางในการซื้อขายกันดังในปัจจุบัน
คนเราได้นำระบบการแลกเปลี่ยนผลิตผลของตนกับสิ่งอื่นที่ต้องการมาใช้ตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์แล้ว
แต่การแลกเปลี่ยนโดยตรงที่กล่าวนี้ไม่สะดวก เนื่องจากผลิตผลบางชนิดเป็นสิ่งมีชีวิต เช่น
สัตว์เลี้ยง ไม่สามารถตัดแบ่งกันได้ สินค้าที่นำมาแลกเปลี่ยนกันมีคุณภาพไม่เท่ากัน
นอกจากนี้ความต้องการของผู้ที่มีผลิตผลที่ต้องการจะแลกเปลี่ยนทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน
การแลกเปลี่ยนจึงไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อให้การแลกเปลี่ยนเป็นที่พอใจของทั้งสองฝ่าย
คนเราจึงเริ่มนำเอาวัตถุมีค่าบางชนิด ซึ่งถือกันว่าเป็นของมีค่าในสังคมขณะนั้นมาเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
วัตถุที่นำมาใช้เป็นสื่อกลางนี้มีหลากหลายชนิดแตกต่างกันไปในแต่ละสังคมและยุคสมัย
เช่น ปศุสัตว์ ลูกปัด เกลือ เปลือกหอย ขนนก
ขวานหิน หัวลูกธนู หนังสัตว์ ฟันปลาวาฬ เครื่องประดับ โลหะต่างๆ เป็นต้น
จึงเกิดระบบการแลกเปลี่ยนโดยใช้สื่อกลางขึ้น ในบรรดาสิ่งต่างๆ
ที่ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมากมายหลายชนิดนั้น แร่เงินและแร่ทองคำ
มีคุณสมบัติที่เหนือกว่าผลิตผลทางการเกษตร เช่น หายาก คงทน
ตัดแบ่งเป็นชิ้นเล็กๆ ทอนค่าลงได้โดยไม่เสียคุณสมบัติเดิม
หลอมรวมกันเป็นก้อนใหญ่ขึ้นได้ พกพาสะดวก
ทำเครื่องประดับได้งดงาม ผู้คนในสังคมต่างๆ
ทั่วโลกจึงนิยมใช้โลหะทั้งสองชนิดเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์
เงินตราโลก

เนื่องจากโลหะเงินหาได้ง่ายกว่าโลหะทองคำ
จึงมีมูลค่าในการแลกเปลี่ยนสินค้าอื่นน้อยกว่าโลหะทองคำ
ประกอบกับมีจำนวนมาก โลหะเงินจึงเหมาะที่จะนำมาใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน
การยอมรับก้อนโลหะเงินว่าเป็นสื่อกลางในการชำระหนี้อย่างกว้างขวางในสังคมต่างๆ
นี้ มีผลช่วยให้การแลกเปลี่ยนสินค้ากระทำกันได้กว้างขวางมากขึ้น
การค้าระหว่างหมู่บ้านและเมืองต่างๆ จึงเจริญขึ้น
แต่ก็ยังมีปัญหาและความยุ่งยากในเรื่องของน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของเนื้อเงิน
ดังนั้น ผู้ที่ใช้โลหะเงินชำระหนี้ค่าสินค้า
จึงมักรับรองในเรื่องน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของเนื้อเงิน
โดยการประทับตราอันเป็นเครื่องหมายเฉพาะตัวลงไปบนแท่งเงิน
จึงเกิดเป็น “เงินตรา” ขึ้น
การค้าขายก็คล่องตัวมากยิ่งขึ้น แต่แม้เช่นนั้นการนำเงินแท่งประทับตราไปใช้ในเมืองที่ห่างไกลออกไป
ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องความบริสุทธิ์ของเนื้อเงินซึ่งโยงไปถึงเรื่องการยอมรับชำระหนี้ค่าสินค้า
ดังนั้น ผู้ปกครองของแต่ละเมืองจึงถือเป็นหน้าที่ที่จะต้องจัดทำเงินตราของตนให้ได้มาตรฐานเดียวกัน
ทั้งน้ำหนัก ความบริสุทธิ์
และมีขนาดต่างๆ เพื่อความสะดวกในการชำระหนี้โดยตีตราประจำพระองค์
และตราประจำแผ่นดินไว้เป็นสำคัญ แท่งเงินประทับตราจึงมีขนาดต่างๆ
ลดหลั่นกันลงไปตามขนาดของน้ำหนักและใช้เป็นมาตรฐานที่เรียกว่า “หน่วยของเงิน” ส่วนการผลิตเหรียญเงินขึ้นใช้เป็นครั้งแรกในโลกนั้นเกิดขึ้นเมื่อประมาณ
700 ปีก่อนคริสต์ศักราช
พระเจ้าแผ่นดินแห่งอาณาจักรลิเดีย (Lydia) ซึ่งปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของประเทศตุรกี
ได้นำเม็ดโลหะเงินผสมทองที่เรียกว่าอีเลคตรัม (Electrum)
ประทับตราหัวสิงห์โต ซึ่งเป็นตราพระราชลัญจกรของพระองค์ลงไปเพื่อรับรองน้ำหนัก
หรือมูลค่าของเหรียญที่มีขนาดต่างๆ กัน
ระบบการผลิตเงินตราจึงเป็นระเบียบและแพร่ไปทางตะวันตกของประเทศตุรกีไปถึงประเทศกรีกโบราณ
ในไม่ช้าชาวกรีกก็รับระบบการผลิตเงินตราไปใช้ และแพร่ไปยังเมืองต่างๆ อย่างกว้างขวาง
ระบบการผลิตเหรียญเงินก็แพร่ออกไปทั่วโลก
นอกจากโลหะเงินแล้วยังมีการนำโลหะชนิดอื่นๆ
มาผลิตขึ้นเป็นเงินตราในดินแดนส่วนต่างๆ
ของโลกเช่นเงินเครื่องมือรูปจอบและมีดทำด้วยโลหะบรอนซ์ของจีน ซึ่งประเทศจีนผลิตขึ้นเป็นเงินตราเมื่อประมาณ
500 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาจึงได้เริ่มผลิตเหรียญกลมมีรูสี่เหลี่ยมอยู่ตรงกลางเมื่อประมาณ
221 ปีก่อนคริสต์ศักราช แม้ว่าประเทศจีนจะมีแร่เงินเป็นจำนวนมาก
แต่เงินตราของจีนก็ยังคงเป็นก้อนมีรูปและขนาดต่างๆ กันต่อมาอีกนาน
การผลิตเหรียญเงินขึ้นใช้เพิ่งจะเริ่มมีขึ้นก็ต่อเมื่อมีการค้ากับทวีปยุโรปและมีเหรียญกลมแบนเข้ามาในประเทศแล้ว
นอกจากนี้ในทวีปแอฟริกามีการใช้เงินรูปกำไลทองแดงของประเทศไนจีเรีย
เงินทำด้วยทองแดงรูปกากบาทของประเทศคองโก เงินตราที่ทำเป็นรูปห่วงทองคำของประเทศอียิปต์และประเทศซูดานในสมัยโบราณ
เป็นต้น
เงินตราสุวรรณภูมิ

เงินตราศรีเกษตร
อาณาจักรนี้ตั้งอยู่บริเวณภาคกลางและภาคใต้ของประเทศเมียนมาร์
ในปัจจุบัน ในสมัยต้นพุทธกาลหรือก่อน 2500 ปีมาแล้ว
โดยชนชาติผิวหรือปยู
ซึ่งตั้งบ้านเมืองใกล้กับเมืองแปรในลุ่มแม่น้ำอิระวดี ต่อมาชนชาติปยูนับถือพระพุทธศาสนา
และได้รับความเจริญทางอักษรศาสตร์จากอินเดีย ในยุคที่รุ่งเรือง อาณาจักรนี้มีอำนาจปกครองเกือบตลอดแหลมมลายู จนใน พ.ศ. 651
พวกมอญทางใต้ได้ยกทัพเข้ามารุกรานและอาณาจักรนี้ก็เริ่มเสื่อมลงจนใน พ.ศ. 1375
อาณาจักรน่านเจ้าก็ยกทัพลงมาทำลายลงโดยสิ้นเชิง
หลังจากนั้นก็ตกอยู่ในอำนาจของชนชาติพม่าเมื่อพระเจ้าอโนรทากษัตริย์แห่งประเทศพม่าก็แผ่อำนาจเข้ามาแทนที่
เงินตราของอาณาจักรศรีเกษตรทำเป็นเหรียญเงิน ด้านหนึ่งเป็นรูป “ภัทรบิฐ” หรือบัลลังก์
ส่วนอีกด้านเป็นรูปปราสาทมีรูปเคารพอยู่ภายใน
ด้านบนเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์ขนาบซ้ายขวาด้วยวัชระและหอยสังข์ ด้านล่างเป็นพื้นน้ำ มีทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กในรูปแบบเดียวกัน ในบางเหรียญใช้รูปหอยสังข์แทนรูปปราสาท
เงินตราพนมหรือฟูนัน

อาณาจักรแห่งนี้ตั้งขึ้นและเจริญรุ่งเรืองระหว่างพุทธศตวรรษที่ 6 ถึง 11
โดยมีเมืองออกแก้วเป็นเมืองสำคัญอยู่ที่บริเวณแม่น้ำโขงตอนล่างในประเทศเวียดนามปัจจุบัน ตามจดหมายเหตุของจีนกล่าวว่า อาณาจักรแห่งนี้มีพระเจ้าแผ่นดินปกครอง
ต่อมามีชาวอินเดียวรรณะพราหมณ์รบกับชนพื้นเมืองชนะแล้วได้สมรสกับนางพญาของอาณาจักรนี้
และปกครองอาณาจักรสืบต่อกันมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 12
จึงถูกพวกเจนละโจมตี
และเสื่อมลงและสลายตัวไปในที่สุด
เงินตราของอาณาจักรแห่งนี้เป็นเหรียญเงินมีเพียงสองขนาดเช่นกัน ทั้งขนาดใหญ่และขนาดเล็กนั้น ด้านหนึ่งเป็นรูปพระอาทิตย์ครึ่งดวงฉายแสง ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นรูปศรีวัตสะ หรือขนอกพระนารายณ์ ด้านบนเป็นรูปพระอาทิตย์และพระจันทร์ ส่วนด้านล่างข้างซ้ายและขวาประกอบด้วย “สวัสดิกะ” เครื่องหมายของความเป็นมงคล และกลองสองหน้าขนาดเล็กเรียกว่า “ฑมรุ” ที่ใช้ขับในพิธีทางศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูปัจจุบัน รูปที่กล่าวอาจเป็นบัลลังก์หรือที่เรียกว่า “ภัทรบิฐ” ก็ได้เช่นกัน
เหรียญเงินของฟูนันนี้พบว่ามีอยู่มากที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงเข้าใจว่าอำเภออู่ทองคงจะเป็นเมืองท่าสำคัญในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังขุดพบเหรียญเงินที่กล่าว กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ เช่น ชลบุรี ชัยนาท
ลพบุรี สวรรคโลก พิจิตร
นครศรีธรรมราช
ตลอดจนบางส่วนของประเทศพม่าในปัจจุบันด้วย
หลังจากอาณาจักรนี้ล่มสลายลงแล้ว เมืองสำคัญๆ ในบริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ภาคกลาง
บริเวณเมืองนครปฐมเป็นต้น
ได้รวมตัวกันเป็นอาณาจักรทวารวดีในเวลาต่อมา
เงินตราทวารวดี
การล่มสลายของอาณาจักรฟูนันในพุทธศตวรรษที่ 11-12
นั้น
ทำให้ดินแดนในอำนาจปกครองแตกแยกออก
ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาบริเวณภาคกลางได้แก่ เมืองนครปฐม
ราชบุรี สุพรรณบุรี เป็นต้น
ได้กลายเป็นเมืองสำคัญขึ้นมาและได้รวมกันเป็นอาณาจักรที่มีชื่อว่า “ทวารวดี” โดยที่บริเวณเมืองนครปฐมนั้นพบว่ามีโบราณสถานขนาดใหญ่
ศิลปวัตถุและเงินตราของอาณาจักรนี้เป็นจำนวนมาก
ศูนย์กลางของอาณาจักรแห่งนี้จึงตั้งอยู่ที่เมืองนครปฐม
โดยมีประชาชนเป็นชนชาติมอญที่นับถือพระพุทธศาสนาแบบเถรวาท หลังจากนั้นเป็นต้นมาอาณาจักรแห่งนี้ก็รุ่งเรืองขึ้น ต่อมาส่งผลให้ศิลปวัตถุในแบบที่เรียกว่า ศิลปะแบบทวารวดี แพร่กระจายไปยังภาคต่างๆ
ของประเทศไทยจนถึงพุทธศตวรรษที่ 14
เนื่องจากอาณาจักรทวารวดีมีการปกครองโดยมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขอิงคติความเชื่อตามแบบอินเดีย
เงินตราของอาณาจักรนี้จึงมีสัญลักษณ์เกี่ยวกับอำนาจของกษัตริย์และความอุดมสมบูรณ์ตามแบบอินเดีย เหรียญเงินจึงประทับรูปปราสาท ขอช้าง
แซ่ ท้องฟ้า และพื้นน้ำ
ด้านบนเป็นพระอาทิตย์
พระจันทร์
นอกจากนี้ยังมีเหรียญที่แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ ได้แก่รูปแม่วัวลูกวัว หรือ รูปหม้อน้ำ ด้านหนึ่ง
ส่วนอีกด้านหนึ่งเป็นอักษรสันสกฤตโบราณอ่านว่า “ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ” แปลว่าบุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี
ในบางเหรียญเป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธได้แก่ วิวัชระ
ธรรมจักร กวาง และหอยสังข์
เป็นต้น
นอกจากเหรียญเงินหลายขนาดแล้ว อาณาจักรแห่งนี้ยังผลิตเหรียญทองคำรูปปราสาทและหอยสังข์ขนาดเล็กออกใช้อีกด้วย
เงินตราศรีวิชัย

ระหว่างพุทธศตวรรษที่ 13-18 นั้น
บรรดาบ้านเมืองตามชายฝั่งทะเลทางภาคใต้ของสุวรรณภูมิได้เจริญขึ้น
เนื่องจากเป็นเมืองท่าและตลาดกลางของสินค้าที่สำคัญระหว่างอินเดียกับจีนที่พ่อค้าและชาวเรือจะต้องแวะพักเพื่อซื้อสินค้าตลอดจนอาหารและน้ำจืดเพิ่มเติม ประการสำคัญ
คือการจอดคอยลมมรสุมที่จะพัดมายังบริเวณภาคใต้ของแหลมสุวรรณภูมินี้ ในที่สุดดินแดนแถบนี้ตั้งแต่เมืองไชยาตลอดลงไปจนถึงเกาะสุมาตรา
ได้รวมตัวกันขึ้นเป็นรัฐสำคัญที่รู้จักกันในชื่อของ “ศรีวิชัย” ที่มีพระมหากษัตริย์ปกครอง ประชาชนนับถือพุทธศาสนานิกายมหายาน
เงินตราที่ใช้ได้รูปแบบมาจากเหรียญเงินของประเทศลิเดีย
ซึ่งเป็นประเทศโบราณอยู่ในประเทศตุรกีปัจจุบัน
และเป็นประเทศแรกที่ผลิตเหรียญเงินขึ้นใช้ในโลกเมื่อประมาณ 700 ปีก่อนคริสต์ศตวรรษ เหรียญเงินของศรีวิชัยทำด้วยเงินตอกประทับตราเรียกว่าตราดอกจัน
ไว้ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านหนึ่งมีคำว่า “วร” เป็นอักษรสันสกฤตโบราณ แปลว่าประเสริฐ
มีขนาดประมาณ 12 มิลลิเมตร นอกจากนี้ยังมีชนิดทำด้วยทองคำอีกด้วย เงินตราที่กล่าวนี้เรียกกันว่า “เงินดอกจัน” พบว่ามีอยู่มากที่อำเภอไชยา
จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไปจนถึงเกาะสุมาตรา
อาณาจักรแห่งนี้เจริญต่อมาถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ก็ถูกพวกชะวาทำลายลง
เงินตราล้านนา
หลังจากที่พญามังรายสถาปนาเมืองเชียงใหม่ขึ้นใน
พ.ศ. 1839 แล้ว
อาณาจักรล้านนาก็เจริญรุ่งเรืองสืบมาจนถึง พ.ศ. 1929 จึงเริ่มมีปัญหากระทบกระทั่งกับกรุงศรีอยุธยา
จนกระทั่งตกไปเป็นเมืองขึ้นของประเทศเมียนมาร์และมีผู้ปกครองจากพระเจ้าแผ่นดินประเทศเมียนมาร์ใน
พ.ศ. 2101
จนเมื่อสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชตั้งตนเป็นอิสระจากประเทศเมียนมาร์แล้ว พระยากาวิละได้เข้ามาสวามิภักดิ์และนำกองทัพขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ได้ใน
พ.ศ. 2317
หลังจากนั้นอาณาจักรแห่งนี้ก็รวมอยู่ในราชอาณาจักรไทยมาจนปัจจุบัน
เงินตราของอาณาจักรล้านนาประกอบด้วยเบี้ย
เป็นเงินปลีกมีมูลค่าต่ำสุด นอกนั้นเป็นเงินโลหะชนิดต่างๆ ได้แก่ เงิน ใบไม้
เงินท๊อก เงินผักชี และเงินเจียง

เงินใบไม้
ทำจากโลหะผสมคล้ายทองม้าฬ่อมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 28-45 มิลลิเมตร ลักษณะคล้ายขนมครก มีเส้นพาดผ่านด้านที่โค้งมน
จึงเรียกกันอีกชื่อหนึ่งว่า เงินเส้น



เงินเจียง
เป็นเงินที่มีมูลค่าสูงรูปร่างเหมือนเกือกม้า 2
อันติดกัน มีรอยบาก 2 รอย รอยบากที่มีขนาดใหญ่อยู่กึ่งกลาง
มีประโยชน์ในการหักแบ่งครึ่งเพื่อทอนค่าลง และใช้สังเกตดูเนื้อในของเงิน
ด้านข้างทั้ง 2 ข้างของขาเงินเจียงตอกตราไว้ด้านละ 3 ดวง เป็นตราบอกน้ำหนักหรือมูลค่า ตราชื่อเมืองที่ทำขึ้นและตราจักร
นอกจากเงินที่เป็นของอาณาจักรล้านนาแล้ว ตามชายแดนติดกับประเทศจีน
มีการใช้เงินแท่งหรือเงินไซซีของจีนที่เรียกกันว่า “ เงินมุ่น ” และเงินแท่งจากล้านช้างหรือประเทศลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ที่เรียกกันว่า เงินฮ้อย เงินลาดฮ้อย เป็นต้น
เงินตราล้านช้าง

จากการที่กรุงศรีอยุธยาเริ่มมีอำนาจมากขึ้นและสุโขทัยอ่อนแอลงนั้น
บ้านเมืองทางฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงก็สามารถรวบรวมกันตั้งขึ้นเป็นราชอาณาจักรล้านช้าง
หลังจากนั้นแล้วราชอาณาจักรแห่งนี้ก็มีประวัติศาสตร์เกี่ยวพันกับประวัติศาสตร์ของไทยตลอดมา โดยที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ทั้ง 2 ฝั่งแม่น้ำโขง
ต่างก็มีเชื้อสาย
ขนบธรรมเนียม ประเพณี ภาษาและวัฒนธรรมอันเดียวกัน
ประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทยจึงใช้เงินตราแบบเดียวกัน ประกอบด้วยเงินฮ้อย เงินลาดฮ้อยและเงินลาด

เงินฮ้อย
เป็นเงินแท่งรูปร่างเหมือนเรือชล่า
ผลิตขึ้นจากโลหะเงินผสม
ด้านหน้าเป็นเม็ดตุ่มขึ้นโดยรอบและประทับตราช้าง ดอกไม้หรือพญานาคเป็นต้น ส่วนด้านหลังเรียบ มีอยู่หลายขนาด
มูลค่าของเงินฮ้อยจึงขึ้นกับน้ำหนักและความบริสุทธิ์ของเนื้อเงิน

เงินลาดฮ้อย มีลักษณะเหมือนเงินฮ้อย แต่ที่หัวและท้ายของเงินลาดฮ้อยจะเรียว เล็กกว่าเงินฮ้อยและไม่มีตราตีประทับ

เงินลาด เป็นเงินตราทำขึ้นจากทองแดงหรือทองเหลือง มีหลายขนาด
ลักษณะเหมือนเรือเช่นกัน
จึงมีผู้เรียกว่า “เงินเรือ” มี 2
ชนิด ได้แก่ชนิดที่มีโลหะเงินเคลือบ ด้านบนตอกประทับตราไว้ ตั้งแต่ 1 – 4 ตราต่างๆ
กัน มีหลายขนาด กับอีกชนิดหนึ่งทำด้วยทองแดง ทองเหลือง
มีหลายขนาดเช่นกัน
แต่ไม่มีการตีตราใดๆ ลงไว้
เงินลาดชนิดหลังนี้มีฝีมือไม่ใคร่สวยงาม
เข้าใจว่าประชาชนที่มีทองแดง
ทองเหลืองหล่อขึ้นใช้เป็นเงินปลีก
เนื่องจากเงินชนิดนี้ไม่มีการควบคุมการผลิต
นอกจากเงินต่างๆ
ที่กล่าวแล้วยังมีเงินฮางและเงินตู้
ซึ่งเป็นเงินแท่งของประเทศอันนัมเข้ามาปะปนและใช้กันตามชายแดนเช่นกัน
เงินตราไทย
ชนชาติไทยมีการผลิตเงินตราของตนเองขึ้นใช้เป็นเวลานานแล้วเช่นกัน
แต่การที่มีการอพยพเคลื่อนย้ายถิ่นและการสู้รบกับผู้มีอำนาจปกครองเจ้าของถิ่นเดิมเป็นเวลานานติดต่อกัน จึงยากที่จะระบุได้ว่ามีมาตั้งแต่เมื่อใด และรูปร่างเป็นอย่างไร แต่ประมาณปลายพุทธศตวรรษที่ 18
ชนชาติไทยได้ตั้งมั่นอยู่ภาคเหนือตอนล่างของประเทศ หลังจากขับไล่ขอมออกไปแล้ว ได้เริ่มผลิตเงินตราขึ้นใช้เรียกว่า “เงินพดด้วง” ในระยะแรกๆ ที่ผลิตเงินพดด้วงขึ้นนั้นมีน้ำหนักมากถึง 4 บาท และมีขายาวเรียกว่า “เงินกำไล” ต่อมาภายหลังผลิตเงินพดด้วงที่มีขนาดเล็กลง หนักเพียง 1
บาทและใช้เป็นเงินมาตรฐาน
เงินพดด้วงทำขึ้นจากแท่งเงินทุบปลายให้งอจดกัน แล้วตอกตราประทับไว้เป็นตราประจำแผ่นดิน และตราประจำรัชกาลที่ผลิตเงินพดด้วงขึ้น ในสมัยสุโขทัยเงินพดด้วงมีมากกว่า 2 ตรา ได้แก่ ตราช่อดอกไม้
ตราวัว กระต่าย ช้าง
สิงห์ และหอยสังข์ เป็นต้น
มาในสมัยอยุธยาตีตราเพียง 2 ตรา ได้แก่ตราจักร
เป็นตราแผ่นดินและตราอื่น
ได้แก่ ดอกไม้ พระซ่อม
พุ่มข้าวบิณฑ์ รัศมีเปลวเพลิง
ครุฑ ช้าง หอยสังข์
ถ้าเป็นเงินพดด้วงขนาดเล็กมักตีตราเดียวเช่น ช้าง
และหอยสังข์กนก เป็นต้น ส่วนสมัยกรุงธนบุรีใช้ตราตรีและจักร ในขณะที่สมัยรัตนโกสินทร์ใช้ตราบัวอุณาโลม ครุฑ
ปราสาท
และมหามงกุฎคู่กับตราจักร เป็นต้น
รวมเวลาที่มีการใช้เงินพดด้วงเป็นเงินตราของประเทศไทยนานกว่า 700 ปีติดต่อกัน
ความเปลี่ยนแปลงของระบบเงินตราของไทยเกิดขึ้นในรัชกาลของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีชาวยุโรปเดินทางเข้ามาขอซื้อสินค้าไทยโดยเฉพาะข้าวเป็นอันมาก การผลิตเงินตราของประเทศด้วยมือ ไม่สามารถทำได้ทันต่อความต้องการ เพื่อให้มีการผลิตเงินตราได้เร็วขึ้นนอกจากจะมีการนำเงินกระดาษหรือ
“หมาย” ออกใช้แล้วยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สั่งซื้อเครื่องมือผลิตเหรียญกษาปณ์มาจากประเทศอังกฤษ และเริ่มผลิตเงินตราชนิดกลมแบนขึ้น แล้วนำออกใช้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2399 หลังจากนั้นเป็นต้นมา การผลิตเงินพดด้วงก็ค่อยๆ
ลดลงและเลิกผลิตโดยสิ้นเชิงในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยหันมาผลิตเหรียญเงินขึ้นแทน และนำธนบัตรเข้ามาใช้ควบคู่กับเหรียญเงินเป็นครั้งแรกในปีพ.ศ.
2445 และหลังจากนั้นเป็นต้นมา
ระบบการเงินของไทยก็เริ่มสอดคล้องกับระบบการเงินสากล โดยใช้เหรียญและธนบัตรมาจนปัจจุบัน

นอกจากเงินที่เป็นของอาณาจักรล้านนาแล้ว
ตามชายแดนติดกับประเทศจีน มีการใช้เงินแท่งหรือเงินไซซีของจีนที่เรียกกันว่า “เงินมุ่น” และเงินแท่งจากล้านช้างหรือประเทศลาวและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทยที่เรียกกันว่า
เงินฮ้อย เงินลาดฮ้อย เป็นต้น เข้ามาปะปนและใช้เป็นเงินตราตามชายแดนอีกด้วย
เงินไทยปัจจุบัน
ความประทับใจ
นางสาวเจนจิรา มูลศรี รหัส 5911011804057
มีความประทับใจมากที่ได้ไปชมพิพิธภัณฑ์ธนาคารแห่งประเทศไทย
เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านการเงินของประเทศ ได้เห็นถึงวิวัฒนาการของเงินตามยุคสมัยต่างๆตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยในพิพิธภัณฑ์มีปุ่มกดเพื่อฟังบรรยาย
ทำให้เราได้รับประโยชน์มากมาย ยังได้รู้เกี่ยวกับการกำเนิดธนาคาร
นางสาวแพรวพลอย
เมืองงาม รหัส 5911011804059
ความประทับใจ
คือ เดินทางสะดวก ไปง่าย เจ้าหน้าที่ธนาคารไทยพาณิชย์ใจดี
ภายในพิพิธภัณฑ์มีความรู้มากมาย เช่นวิวัฒนาการของเงินจากอดีตจนถึงปัจจุบัน มีประวัติความเป็นมาต่างๆ การได้เข้าไปข้างบนพิพิธภัณฑ์มีมุมต่างๆให้ได้ชม
นางสาวจุฬารักษ์ ภักดีอุดม รหัส 591101804063
มีความประทับใจมาก
พิพิธภัณฑ์มีความสงบ บรรยากาศดี เหมาะกับการอ่านหนังสือ
ส่วนภายในมีข้อมูลและสิ่งของต่างๆให้เราได้ชม
มีเสียงบรรยายให้เราได้ฟังมีข้อมูลที่น่าสนใจมากมาย
นางสาวเขมมิสรา แสงบุญเรือง รหัส 5911011804067
มีความประทับใจที่ได้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ธนาคาร
เริ่มต้นจากการเดินทางโบรกแท็กซี่จากมหาวิทยาลัยสวนดุสิต ไปยันธนาคารไทยพาณิชย์
เจ้าหน้าที่เป็นกันเองมาก ภายในพิพิธภัณฑ์มีข้อมูล ความรู้ที่น่าสนใจหลายอย่าง
ทั้งความเป็นมา วิวัฒนาการของเงินตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน
นางสาวอภิญญา บุญเรือง รหัส
5911011804070
ความประทับใจ
คือ ได้รู้ประวัติการดำเนินงานและบทบาทหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทย
ได้เรียนรู้ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์เศรษฐกิจ ทำให้รู้ถึงความเชื่อมโยงของบริบททางเศรษฐกิจ
ประวัติความเป็นมา ความท้าทาย ทำให้ดิฉันได้รับประโยชน์มากมายเลยค่ะ
นางสาวศุภลักษณ์
แซ่ก้วน รหัส 5911011804076



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น